ผู้สื่อข่าว
  กลุ่มที่ 3 บุคลิกภาพแบบมีศิลปะ (Artistic)
ชื่ออาชีพ
  ผู้สื่อข่าว , ผู้รายงานข่าว ,นักข่าว Reporter
รหัสอาชีพ
  1-59.25 (TSCO) 2451(ISCO)
นิยามอาชีพ
  ผู้สื่อข่าวคือผู้เสาะแสวงหาข่าวและส่งข่าวตามระบบสื่อสารมวลชนโดยให้ข่าวสารที่เสนอเป็นประโยชน์แก่ผู้รับข่าวสาร หรือสาธารณชน ภายใต้จรรยาบรรณทางวิชาชีพ จริยธรรมและกฎหมาย
ลักษณะของงานที่ทำ
  ผู้สื่อข่าวหรือนักข่าวที่สังกัดอยู่กับสื่อมวลชนใดก็ตามต้องปฏิบัติหน้าที่หลักอย่างเดียวกัน คือ เสาะแสวงหาข่าว เจาะข่าว และทำข่าวด้วยวิธีการสัมภาษณ์ สอบถาม เข้าร่วมฟังในที่ประชุมแถลงข่าว การสัมมนา ติดตามเหตุการณ์ คดีต่างๆ หรือปฏิบัติงานตามที่ได้รับมอบหมายให้ทำข่าว หรือสารคดี เฉพาะเรื่อง จดบันทึกข้อเท็จจริงจากการสังเกต การสัมภาษณ์ การสอบถาม การถ่ายภาพ การบันทึกเทปเสียง เทปโทรทัศน์ วิดีโอเทป เขียนข่าวตามรูปแบบของการเสนอข่าวที่ถูกต้องชัดเจน โปร่งใส และมี รายละเอียดตามความเหมาะสมสำหรับเรื่องหรือเหตุการณ์ที่เป็นข่าว ส่งข่าวให้กับกองบรรณาธิการ เพื่อพิจารณาก่อนเผยแพร่โดยการออกอากาศหรือลงพิมพ์ ในสิ่งพิมพ์ตามวัตถุประสงค์ ของการเสนอข่าวแก่ สาธารณชน
การรายงานข่าวอาจรายงานสดตรงมา หรือสถานที่ที่เป็นข่าว เช่นผลของการเลือกตั้ง สงครามใน พื้นที่จริงที่อยู่ในที่ห่างไกลในประเทศ ต่างประเทศ มุมใดมุมหนึ่งของโลก โดยผ่านอุปกรณ์การสื่อสาร เช่น โทรศัพท์ วิทยุสื่อสาร เครื่องโทรสาร และอินเตอร์เน็ต เป็นต้น
ผู้สื่อข่าวที่เชี่ยวชาญหรือได้รับมอบหมายให้ทำข่าวด้านใดด้านหนึ่งอาจได้รับการเรียกชื่อหรือว่าจ้างตามสายงานที่ปฏิบัติ เช่น ผู้สื่อข่าวสายการเมือง ผู้สื่อข่าวสายเศรษฐกิจ ผู้สื่อข่าวสายสิ่งแวดล้อม ผู้สื่อข่าวสารอาชญากรรม หรืออาจได้รับการเรียกตามสถานที่ที่ไปทำข่าวเป็นประจำ ได้แก่ ผู้สื่อข่าวประจำทำเนียบรัฐบาล ผู้สื่อข่าวประจำกระทรวงก็ได้
ผู้สื่อข่าวจะต้องรับผิดชอบในการทำข่าวให้ได้อย่างน้อยวันละ 1 ชิ้นงาน แต่ถ้าเป็นข่าวที่ต้องวิเคราะห์เจาะลึกอาจต้องใช้เวลา 3 - 4 วันในการทำข่าว
สภาพการจ้างงาน
  ผู้สื่อข่าวที่ทำงานในองค์กรสื่อสารมวลชนของรัฐบาลจะได้รับค่าจ้างอัตราตามวุฒิการศึกษา ส่วนองค์กรสื่อมวลชนภาคเอกชน ค่าตอบแทน สวัสดิการสูง เนื่องจากมีชั่วโมงทำงานที่ยาวนานกว่าผู้สื่อข่าวในหน่วยงานของรัฐ
ผู้สื่อข่าวสื่อมวลชนในสื่อของเอกชนจะได้รับค่าตอบแทนขั้นต่ำประมาณ 8,500 บาท ถึง 10,000 บาท ไม่รวมค่ายานพาหนะประจำเดือนเดือนละประมาณ 2,000 - 4,000 บาท เพราะมีความคล่องตัวในการทำงานมากกว่าผู้สื่อข่าวขององค์กรสื่อสารมวลชนในความดูแลของรัฐ สามารถเบิกค่าเลี้ยงรับรอง ค่าใช้จ่ายในการหาซื้อและค้นคว้าหาข้อมูล นอกเหนือจากสวัสดิการที่ได้รับตามหลักเกณฑ์ที่แต่ละองค์กรกำหนด
นักข่าวอิสระจะต้องมีประสบการณ์และสายสัมพันธ์มากอย่างน้อย 3 ปี และจะได้ค่าตอบแทนการเขียนข่าวเรื่องละประมาณ 2,000 ถึง10,000 บาท ตามความสำคัญและความยากง่ายของข่าว
ระยะเวลาทำงานของผู้สื่อข่าวไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับเหตุการณ์และความจำเป็นที่ต้องหาข่าว จึงอาจกล่าวได้ว่าผู้สื่อข่าวต้องทำงาน 24 ชั่วโมง
สภาพการทำงาน
  เนื่องจากมีการแข่งขันในการนำเสนอข่าวสารจากสื่อมวลชนอย่างกว้างขวางในปัจจุบัน การรายงานข่าวในปัจจุบัน จึงต้องดำเนินการตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่มีผลัดของเวลาการทำงาน เพราะอาจได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบเพียงผู้เดียว ผู้สื่อข่าว หรือนักข่าวต้องทำงานที่ได้รับมอบหมายให้ ทันตามกำหนดเวลาของการปิดข่าวหรือส่งต้นฉบับข่าว เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการในความรับผิดชอบของกองบรรณาธิการที่ต้องตรวจ ความถูกต้องของเนื้อหาข่าวก่อนการส่งเพื่อการแพร่ภาพ และกระจายเสียงหรือออกอากาศ ทางสถานีวิทยุ โทรทัศน์ เคเบิ้ลทีวี และทางสื่ออินเตอร์เน็ต ดังนั้น สภาพการทำงานจึง มีความกดดันสูง เพราะเร่งรีบดำเนินการเพื่อให้มีโอกาสเสนอข่าวเป็นแหล่งแรก ข่าวสารที่เสนอจะต้องมี ความถูกต้องแม่นยำในเนื้อหาของข่าวที่นำเสนอและต้อง เจาะลึกเพื่อให้ได้ข่าวที่แท้จริง
ผู้สื่อข่าวที่ดีนอกเหนือจากปฏิบัติตนเป็นที่ น่าเชื่อถือในทางวิชาชีพแล้ว ยังต้องรับผิดชอบต่อหน้าที่คือ มีการเตรียมตัวหาข้อมูลของแหล่งข่าวที่จะไปสัมภาษณ์ หรือเรียกกันว่าทำการบ้านล่วงหน้า โดยปรึกษา ผู้มีความรู้ อย่างเช่น บรรณาธิการ นักวิชาการ การค้นคว้า อีกทั้งต้องเป็นผู้ที่สนใจ หาความรู้มากกว่าสายงาน ที่ตนเองรับผิดชอบ เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูล ครอบคลุมทุกประเด็นในการนำเสนอข่าว
ผู้สื่อข่าวอาจจะต้องนัดหมายสัมภาษณ์ผู้ที่เห็นเหตุการณ์หรือเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ ผู้สื่อข่าวอาจจะต้องระมัดระวัง และมีความรอบคอบในการทำงาน พราะในบางครั้งอาจจะเสี่ยงอันตรายจากอิทธิพลจาก ตัวบุคคลหรือในท้องที่ทุรกันดารบางแห่งอาจจะไม่มีความปลอดภัย เช่น การทำข่าวเกี่ยวกับสงครามหรือเรื่องที่มีอิทธิพลอยู่เบื้องหลัง
ผู้สื่อข่าวค่อนข้างมีอิสระในการทำงานสูงมีเงื่อนไขที่ต้องรับผิดชอบสูงในผลงานที่ต้องทำให้เสร็จตามกำหนดส่ง
เนื่องจากสื่อมวลชน มีอิทธิพลในชีวิตประจำวันของผู้บริโภค สามารถโน้มน้าวและชี้นำหรือชักจูงผู้รับข่าวสาร หรือสาธารณชนได้ ผู้สื่อข่าวจึงควรคำนึงถึงบทบาทในการรับผิดชอบต่อสังคมเช่นเดียวกับสื่อมวลชน และทุกวันนี้ทั้งผู้ส่งข่าวสารและผู้รับข่าวสารได้ตระหนักถึงอิทธิพลเหล่านี้เช่นกัน จึงได้จัดตั้งกลุ่มขึ้นมาตรวจข้อมูลข่าวสารทั้งจากทางธุรกิจและเนื้อหาสาระที่นำเสนอ อย่างเช่น สมาคมคุ้มครองผู้บริโภค หรือ สมาพันธ์ ผู้สื่อข่าวแห่งประเทศไทย ฯลฯ
คุณสมบัติของผู้ประกอบอาชีพ
  1. ควรมีความสนใจความเคลื่อนไหวของข่าวสารทั่วโลก เป็นนักสังเกตการณ์ที่สามารถเข้าใจสถานการณ์นั้นๆ และสามารถสื่อสารรายงานข้อมูลข่าวสารได้ถูกต้องและเแม่นยำ
2. ต้องมีสุขภาพร่างกายแข็งแรงมีความอดทน ระมัดระวังและรอบคอบ สุขุม
3. ทำงานเป็นทีมได้พร้อมปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมและสถานการณ์ ขณะปฏิบัติหน้าที่ได้เป็นอย่างดี มีความรับผิดชอบสูงต่อทั้งแหล่งข่าว และต่อวิชาชีพ
4. สามารถทำงานให้ลุล่วงตามหน้าที่รับผิดชอบให้ทันตามกำหนดเวลา ซึ่งอาจต้องใช้เวลามากกว่าบุคลากรในอาชีพอื่น ๆ
5. มีความกล้าในการปฏิบัติการ หรือการนำเสนอข่าว ที่บางครั้งอาจเสี่ยงอันตรายถึงชีวิต
6. สามารถถ่ายภาพและใช้อุปกรณ์เครื่องมือสื่อสารได้ทุกชนิด
7. มีความเข้าใจในเรื่องสิทธิมนุษยชนอย่างถ่องแท้

ผู้ประกอบอาชีพนี้ควรเตรียมความพร้อมดังต่อไปนี้ :
เมื่อจบการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่า ควรศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา สาขาวิชาใดก็ได้หรือ เลือกศึกษา สาขาวารสารศาสตร์ นิเทศศาสตร์ หรือสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องเช่นเศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์
นอกเหนือสิ่งอื่นใด การเป็นผู้สื่อข่าวจะต้องเสนอข่าวข้อเท็จจริงอันเป็นสาระประโยชน์ ไม่บิดเบือน ข้อเท็จจริง ไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน ในการปฏิบัติหน้าที่ ซื่อสัตย์ มีอุดมการณ์ ไม่เห็นแก่อามิสสินจ้าง
โอกาสในการมีงานทำ
  ปัจจุบันสื่อสารมวลชนได้เปลี่ยนเข้าสู่ยุคของทางด่วนข้อมูลข่าวสารในระบบดิจิตอล ทำให้มีการขยายตัวทางธุรกิจ และการควบรวมกิจการเช่าช่วง หรือสัมปทานในการประมูลสื่อมวลชนจากภาครัฐบาล เพื่อมาดำเนินการเผยแพร่ข่าวสารครบวงจร เช่น เจ้าของสื่อธุรกิจ โทรทัศน์ จะมีสถานีวิทยุ นิตยสาร และหนังสือพิมพ์ ครอบคลุมไปถึงการเสนอข่าวทางอินเตอร์เน็ตเพื่อเสนอข่าวสู่ชุมชนหรือผู้รับข่าวสารทุกกลุ่มทุกวัยให้ครบทุกรูปแบบ โดยครอบคลุมทั้งเนื้อหา สาระทางภูมิปัญญา และบันเทิง จึงทำให้มีการแข่งขันกันสูงในการรายงานข่าว ซึ่งต้องการความรวดเร็วทันเวลา และใกล้ชิดกับเหตุการณ์ ทำให้แนวโน้มตลาดแรงงานด้านการรับสมัครผู้สื่อข่าว ผู้รายงานข่าว หรือนักข่าว ของวิทยุโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ นิตยสาร และวารสาร
จึงมีมากขึ้นกว่าในอดีต โดยเฉพาะกลุ่มผู้สื่อข่าวกลุ่มใหม่คือ ผู้สื่อข่าวอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-reporter ที่ต้องการความชำนาญทาง ด้านอินเทอร์เน็ตในการสื่อสาร โดยผู้รับข่าวสารจะมีบทบาทมากขึ้นในการโต้ตอบแสดงความคิดเห็นต่อข่าวที่ได้รับกับสื่อมวลชนและผู้สื่อข่าวประเภทนี้ได้ทันที
ส่วนผู้สื่อข่าวที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน และมีความน่าเชื่อถือสามารถทำงานเป็นอิสระให้กับ สื่อมวลชนต่างๆ ได้ ในพื้นที่ภูมิประเทศที่ไกลๆ ซึ่งเป็นผู้สื่อข่าวที่ไม่ประจำ หรือเรียกว่าผู้สื่อข่าวอิสระ (Freelance reporter) ซึ่งสามารถทำข่าวเสนอให้กับองค์กรสื่อสารมวลชน สำนักข่าว ต่างๆ ทั่วโลกได้
ถ้ามีความสามารถด้านภาษาต่างประเทศจะเป็นส่วนที่ช่วยส่งเสริมหรือ ได้รับการว่าจ้างจากสื่อ ต่างประเทศ ที่มีสำนักข่าว หรือกองบรรณาธิการอยู่ในประเทศ หรืออาจประจำอยู่ในภูมิภาคด้วยอัตรา ค่าจ้างและผลประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นๆ ที่ค่อนข้างสูง
โอกาสความก้าวหน้าในอาชีพ
  ผู้ปฏิบัติงานในอาชีพผู้สื่อข่าว เมื่อชำนาญในการหาข่าว สร้างแหล่งข่าว และพัฒนาการทำข่าวจนเป็นที่น่าเชื่อถือของกองบรรณาธิการ ประมาณ 1 - 2 ปี ก็จะได้รับการ เลื่อนตำแหน่ง หรือมีโอกาสไปศึกษาหรือดูงานสัมมนาร่วมกับสื่อมวลชนจากต่างประเทศ หรือได้รับทุนให้ไปศึกษาต่อจากเจ้าขององค์กรสื่อนั้นๆ จากนั้นจะได้เป็นหัวหน้าข่าว นักข่าวอาวุโส ผู้ช่วยบรรณาธิการ จนถึงบรรณาธิการ หรือเลื่อนขึ้นเป็นฝ่ายบริหารจัดการ หรือสามารถเลือกทำงานกับสื่อแขนงอื่นๆได้ ตามความสามารถและความต้องการ และความมั่นคงของงาน ขึ้นอยู่กับความสามารถและการพัฒนาตนเองของผู้สื่อข่าว
อาชีพที่เกี่ยวเนื่อง
  นักประชาสัมพันธ์ นักหนังสือพิมพ์ ผู้จัดรายการวิทยุ โทรทัศน์ พิธีกรผู้ดำเนินรายการวิทยุโทรทัศน์ ผู้เขียนบทโทรทัศน์ คอลัมน์นิสต์ ช่างภาพ ผู้ผลิตรายการวิทยุโทรทัศน์
แหล่งข้อมูลอื่น ๆ
  ประกาศโฆษณารับสมัครงานทางหนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ และอินเตอร์เน็ต สโมสรผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ สมาคมผู้สื่อข่าวแห่งประเทศไทย องค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์ การจัดประเภทมาตรฐานอาชีพ (ประเทศไทย)

 

กลุ่มที่ 1 บุคลิกภาพแบบจริงจังไม่คิดฝัน นิยมความจริง (Realistic) อาทิเช่น ช่างฟิต วิศวกรโยธา ฯลฯ
กลุ่มที่ 2 บุคลิกภาพแบบที่ต้องการใช้เชาว์ปัญญา (Investigative) อาทิเช่น เภสัชกร นักวิเคราะห์การตลาด ฯลฯ
กลุ่มที่ 3 บุคลิกภาพแบบมีศิลปะ (Artistic) อาทิเช่น ผู้สื่อข่าว ภูมิสถาปนิก ฯลฯ
กลุ่มที่ 4 บุคลิกภาพแบบที่ชอบสมาคมสังคมกับบุคคลอื่น (Social) อาทิเช่น ครู อาจารย์ ช่างเสริมสวย ฯลฯ
กลุ่มที่ 5 บุคลิกภาพแบบกล้าคิดกล้าทำ (Enterprising) อาทิเช่น ทนายความ พนักงานขาย ฯลฯ
กลุ่มที่ 6 บุคลิกภาพที่ทำตามระเบียบแบบแผน (Conventional) อาทิเช่น เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย เลขานุการ ฯลฯ

 

ข้อมูลจาก กองสงเสริมการมีงานทำ กรมการจัดหางาน



www.jobnorththailand.com